แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชายแดนใต้/PATANI แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชายแดนใต้/PATANI แสดงบทความทั้งหมด

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการเมืองที่มีความสามารถในการตัดสินใจกระทำการหรือเลือกสิ่งใด โดยใช้ความคิดเหตุผลของตัวเองเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดหรือมีประโยชน์มากที่สุด การที่มนุษย์ยอมสละสิทธิเสรีภาพบางประการให้แก่รัฐ    เพราะเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าจากรัฐ   ดังนั้นหากการสละสิทธิเสรีภาพและการรวมตัวกันเป็นประชาคมภายใต้สิ่งที่เรียกว่า รัฐ ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสังคมให้ดีขึ้นจึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่มนุษย์จะต้องยอมจำนนต่อรัฐ  มนุษย์แต่ละคนจึงมีสิทธิยึดอำนาจและสิทธิเสรีภาพของตนที่เคยมอบให้แก่รัฐกลับคืนมาได้
 “ระบอบประชาธิปไตย”   คือ    การปกครองประชาชน    โดยประชาชนและเพื่อประชาชน      ภายใต้ระบอบนี้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด   มีนัยว่าประชาชนสามารถทำอะไรก็ได้ภายใต้รัฐนั้น    ประชาชนสามารถเปลี่ยนระบอบการปกครองจากประชาธิปไตยเป็นระบอบอื่นได้ถ้าคนส่วนใหญ่ต้องการ    ประชาชนสามารถแยกประเทศได้หากคนในพื้นที่หนึ่งต้องการแยกประเทศ แม้จะเป็นระบอบที่ให้เสรีภาพในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน แต่ประชาธิปไตยก็ไม่ยอมให้ประชาชนมาล้มล้างประชาธิปไตยและรัฐด้วยอำนาจสูงสุดนี้        ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องมาควบคู่กับหลักนิติรัฐที่ประชาชนไม่สามารถตัดสินใจหรือกระทำการใดๆ หากสิ่งนั้นมีกฎหมายห้ามใว้ อันเป็นการจำกัดผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ให้สามารถกระทำการต่างๆที่เป็นการปฏิปักษ์ต่อรัฐและระบอบประชาธิปไตย
การแบ่งอาณาเขตความเป็นรัฐโดยการลากเส้นแดนที่ชัดเจนภายหลังสงครามโลก ทำให้เกิดรัฐต่างๆมากมายทั่วโลก การแบ่งรัฐดังกล่าวนี้ เป็นการใช้วิธีการทางการเมืองที่แยบยลช่วงชิงไหวพริบที่ซับซ้อนของแต่ละรัฐโดยร่วมมือกันระหว่างรัฐที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในการกวาดต้อนผู้คนและขยายดินแดนให้กว้างที่สุด    บางกรณีเกิดปัญหาการครอบดินแดนของรัฐหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งของอีกรัฐหนึ่งและการทับซ้อนของเขตแดนระหว่างรัฐ    โดยข้อจำกัดของพื้นที่โลกที่มีจำนวนจำกัด       ทุกกลุ่มชาติพันธ์จึงมีความต้องการที่จะครอบครองดินแดนอันเป็นขอบเขตแห่งรัฐให้กว้างที่สุดและได้ผลประโยชน์จากรัฐอื่นมากที่สุด      ประจวบเหมาะที่อุดมการณ์ประชาธิปไตยกำลังเติมโต    รัฐที่พึงพอใจต่อดินแดนอาณาเขตของตนที่มีอยู่จึงนำหลักนิติรัฐมาใช้เพื่อการดูแลรักษาดินแดนอาณาเขตของประเทศ     กฎหมายห้ามมิให้มีการแบ่งแยกดินแดนจึงมีปรากฎในรัฐธรรมนูญของรัฐเกือบทุกรัฐ
การเติบโตขึ้นของรัฐดังกล่าวนั้นถือเป็นวิวัฒานาการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ปกติอันมีการต่อสู้และแข่งขันระหว่างรัฐตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ แต่ในความเป็นรัฐสมัยใหม่รัฐจะต้องจัดการกับความชอบธรรมบกพร่องในอดีตให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐในอนาคต อาทิ การเข้าใจอัตลักษณ์วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ การให้การรับรองว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าภายใต้รัฐใหม่ การปกครองที่เป็นธรรม การปกครองแบบสหพันธรัฐ เป็นต้น กล่าวคือต้องจัดการให้ประชาชนกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆรู้สึกยอมสละอำนาจและสิทธิสรีภาพบางประการของตนให้แก่รัฐ สมัครใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขภายใต้การปกครองของรัฐเดียวกัน
หากไม่สามารถจัดการกับความบกพร่องเหล่านั้นได้แล้ว   ความขัดแย้ง   การต่อต้าน   การต่อสู้    หรือแม้กระทั่งสงคราม จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังคำกล่าวของ”คานธี”ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอินเดียที่ว่า “รัฐบาลที่ไม่มีผู้ใดยอมให้ปกครองคือรัฐบาลที่ไร้อำนาจ” ส่วนมากจะเกิดจากกลุ่มชาติพันธ์ที่มีความเป็นรัฐที่เข็มแข็งในอดีตและมีความแต่กต่างอย่างสุดขั้วกับกลุ่มชาติพันธ์ส่วนใหญ่ของรัฐ
รัฐคือนวัตกรรมที่มนุษย์สมมุติขึ้นมาเพื่ออำนวยความง่ายดายและประโยชน์ให้แก่มนุษย์      แต่ปัจจุบันมนุษย์มีปัญหาความขัดแย้งกันเนื่องจากมนุษย์ให้ความสำคัญต่อความเป็นรัฐมากกว่าความเป็นมนุษย์ ดังนั้นแม้ว่ามนุษย์จะสร้างระเบียบกฎเกณ์และหลักการมาอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีความสามารถมีเหตุผลในการเลือกตัดสินใจว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง ฉะนั้นในประวัติศาสตร์ การปกครองกลุ่มชนที่ไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของรัฐมีแต่จะสร้างความเสียหายและบั่นทอนความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาของรัฐมาโดยตลอด

                


เป็นที่ยอมรับทางสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ว่าการจะเป็นรัฐจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ กล่าวคือ 1.ดินแดน (Territory) 2.ประชากร (Population) 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) 4.รัฐบาล (Government) ซึ่งมีที่มาและสอดคล้องกับอนุสัญญามอนตาวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (The Montevideo Convention on the rights and Duties of states) ค.ศ.1933 มาตรา 1 (Article 1) ซึ่งบัญญัติว่า “The state as a person of international law should possess the following qualification: (a) a permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity to enter into relations with the other states”
1 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน สงครามที่ปาตานีเริ่มมีความชัดเจนว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ซึ่งหมายถึง การต่อสู้เพื่อเอกราช แต่อย่างไรก็ตามเอกราชจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีรัฐ ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มขบวนการต่อสู้ที่ปาตานีจะมีแนวทางและกระบวนการไปถึงจุดมุ่งหมายอย่างไร หากไม่สามารถสร้างรัฐที่มีองค์ประกอบตามหลักสากลได้ เอกราชคงเป็นเพียงอุดมการณ์ที่เลื่อนลอยเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่รัฐไทยดำเนินการอยู่ในการต่อสู้กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็คือมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มขบวนการสามารถสร้างองค์ประกอบของความเป็นรัฐได้อย่างสมบูรณ์
การต่อสู้ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน จะสามารถสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ และรัฐไทยมีโอกาสสูญเสียดินแดนปลายด้ามขวานที่ตนยึดมาจากรัฐปาตานีในอดีตมากน้อยเพียงใด ประการหนึ่งที่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้คือ ปาตานีสามารถสร้างและมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐตามหลักสากลได้มากน้อยเพียงใด
ประการแรก ดินแดน (Territory) การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ปาตานีเป็นการต่อสู้เหนือดินแดนที่มีอาณาเขตชัดเจนเพื่อให้ดินแดนที่อยู่ในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อย ได้รับการปลดปล่อยจากรัฐไทย โดยพื้นที่ทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ที่คนปาตานีเชื่อว่าเคยเป็นรัฐปาตานีมาก่อน ดังนั้น พื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศเหนือพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีโอกาสเป็นรัฐปาตานีในอนาคต
ประการที่สอง ประชากร (Population) ตามหลักสากลจำนวนประชากร เชื้อชาติหรือศาสนาของคนในรัฐหามีความสำคัญไม่ เพียงแต่ควรมีมากเพียงพอที่จะรักษาสถาบันต่างๆของรัฐและดำเนินกิจการต่างๆของรัฐได้  ในรัฐหนึ่งอาจประกอบด้วยประชากรหลากหลายศาสนาหรือหลากหลายเชื้อก็ได้ ที่ปาตานีก็เช่นกันในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่หลากหลายศาสนาหลากหลายเชื้อชาติโดยมีประชากรเชื้อสายมลายูมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดประมาณ 80% ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ จากดินแดนที่กล่าวไว้ข้างต้น ประชากรของรัฐปาตานีจึงน่าจะเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่มีวัฒนธรรม ภาษาและวิถีการดำเนินชีวิตจำเพาะแต่ต่างจากพื้นที่อื่นของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 2.3 ล้านคน
 
 
อนึ่ง ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) คือ รัฐประชาชาติ (Nation-State) ซึ่งหมายถึง หน่วยการปกครองที่ประกอบด้วยประชาชนที่มีจิตสำนึกในทางประวัติศาสตร์และในทางวัฒนธรรมร่วมกัน มีความสำนึกในความเป็นกลุ่มก้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีกำเนิดที่มา มีอนาคตและชะตากรรมร่วมกัน ที่เรียกว่าว่าสำนึกแห่งความเป็นชาติ (Nation) เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนที่ปาตานี เพราะประชาชนปาตานีไม่มีจิตสำนึกของความเป็นรัฐประชาชาติ ดังนั้นที่ปาตานี หากจะมีรัฐปาตานีได้ คนในพื้นไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดและศาสนาใดจะต้องสร้างสำนึกความเป็นชาติร่วมกันอย่างสมัครใจและภาคภูมิใจ เพื่อเป็นรัฐประชาชาติซึ่งไม่ใช่สำนึกความเป็นชาติที่มาจากการบังคับจากผู้ปกครองอย่างที่รัฐไทยเคยทำกับคนมลายูปาตานีในอดีต
ประการที่สาม รัฐบาล (Government) แม้การต่อสู้ที่ปาตานีจะมีกลุ่มขบวนการหลายองค์กร แต่กลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบัน คือ BRN มีการจัดตั้งองค์กรและมวลชนอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งรัฐบาลเงาและกระทรวงที่สำคัญเพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน BRN เป็นพรรคที่มีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดในพื้นที่ จึงคาดหมายได้ว่าระยะแรกของการปฏิวัติเมื่อเกิดรัฐปาตานีพรรคที่จะเป็นรัฐบาลบริหารกิจการต่างๆของรัฐคือ BRN
ในส่วนองค์ประกอบสุดท้าย อำนาจอธิปไตย (Sovereignty)  ซึ่งหมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดรัฐปาตานี อำนาจสูงสุดของรัฐจะเป็นของใคร เป็นไปตามหลักการปกครองประเทศว่ารัฐปาตานี จะใช้ระบอบใดในการปกครองประเทศ ประชาธิปไตยหรือระบอบคอมมิวนิสต์หรือระบอบอื่น นอกจากนี้ยังจะต้องดูเงื่อนไขแวดล้อมที่ทำให้ปาตานีได้รับเอกราช ว่าเกิดจากการสนับสนุนของประเทศค่ายไหน ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม สหรัฐอเมริกาหรือจีน จากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ศึกษาการปฏิวัติที่ปาตานี เป็นการปฏิวัติของประชาชนและจะสำเร็จไม่ได้หากประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ โอกาสที่รัฐปาตานีจะปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จึงมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ปกครอง
อำนาจสูงสุดในการปกครอง เป็นสิ่งเดียวที่กลุ่มขบวนการยังไม่มีอย่างชัดเจนที่สุด เห็นได้จากรัฐไทยยังคงมีอำนาจที่จะจัดการและดำเนินการทุกอย่างที่ปาตานี ขณะที่ BRN ยังไม่สามรถดำเนินการใดๆในทางการเมืองได้เว้นแต่การทหาร เนื่องจากองค์กรยังไม่มีฐานะทางการเมืองที่ชอบธรรม แต่หากมองในแง่อำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน มีคำถามชวนสงสัยว่า รัฐไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปาตานีหรือไม่ ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนปาตานีสมัครใจที่จะยอมมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่รัฐไทยหรือไม่ เช่นเดียวกันกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN  การต่อสู้เพื่อเอกราชจะได้รับการรับรองและยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศตามหลักสากลหรือไม่ การต่อสู้จะต้องได้รับความไว้วางใจและเห็นด้วยจากประชาชนปาตานีที่จะมอบอำนาจอธิปไตยที่มีอยู่เหนือดินแดนปาตานี ให้ BRN เป็นตัวแทนของตนในการปกครองประเทศ
เมื่อคู่ขัดแย้ง คือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN กับรัฐไทยกำลังวาดระแวงและไม่มั่นใจว่าประชาชนปาตานีจะเห็นด้วยกับฝ่ายใด การพลักดันและสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองเพื่อสันติภาพ เช่น การเจรจาเพื่อสันติภาพ(ไม่ใช่การเจรจาเพื่อประนีประนอม) การลงประชามติ จากทั้งสองฝ่ายจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะอาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายหรือเสียเปรียบได้ เมื่อการเมืองอ่อนแอการทหารก็จะต้องเข็มแข็ง การปฏิบัติการทางทหารการจากขบวนการและฝ่ายความมั่นคงจะยังคงมีต่อไป ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
            ดังนั้น แม้ในทางทฤษฏี องค์ประกอบของความเป็นรัฐ จะมี 4 ประการ แต่สิ่งเดียวที่ที่สำคัญที่สุดและจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าใครแพ้ใครชนะสงคราม คือ ประชาชน ประชาชนเห็นด้วยและจะมอบอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่พวกเขาอยู่ให้ใคร หากประชาชนปาตานีเห็นด้วยกับรัฐไทย รัฐไทยก็จะสามารถปกป้องรักษาดินแดนปาตานีไม่ให้เสียไปได้ หากประชาชนปาตานีเห็นด้วยกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN การได้มาซึ่งองค์ประกอบอื่นๆของความเป็นรัฐก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป รัฐปาตานีจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หรือประชาชนอาจจะมีตัวเลือกอื่นเพราะไม่เห็นด้วยทั้งกับรัฐไทยและ BRN เพราะสันติภาพไม่ได้อยู่ที่รัฐไทยหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN แต่อยู่ในมือของประชาชนปาตานี
รัฐไทยมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ คือ 1.ดินแดน (Territory) มีทั้งหมด 77 จังหวัด มีเนื้อที่ประมาณ 2.ประชากร (Population) มีประมาณ 63 ล้านคน 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นของประชาชน 4.รัฐบาล (Government) คือ พรรคเพื่อไทย
หากเกิดรัฐปาตานี น่าจะมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ   ดังนี้ 1.ดินแดน (Territory) มีอาณาเขตในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อยปัจจุบัน 2.ประชากร (Population) มีประมาณ 2.3 ล้านคน 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นของประชาชน 4.รัฐบาล (Government) คือ พรรค BRN
              
                    


การสู้รบเป็นเครื่องมือสำหรับการเมือง เป้าหมายทางการเมือง (Political Object) คือ ต้นเหตุที่จูงใจในการทำสงครามและเป็นกรอบในการกำหนดระดับความเข้มข้นของสงคราม สงครามที่ปาตานีมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 คนมีผู้บาดเจ็บกว่าหมื่นคนและมีทรัพย์สินมากมายที่เสียหายถูกทำลาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำของฝ่ายใด ความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้มข้นของสงคราม การที่กลุ่มขบวนการได้ใช้การสู้รบด้วยอาวุธเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ เนื่องจากเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุจูงใจในการทำสงครามนั้นคือ เอกราช หากการต่อสู้มีเป้าหมายเพื่อปกครองตนเองหรือเขตปกครองพิเศษ ความสูญเสียคงไม่มากขนาดนี้หรืออาจจะไม่มีความสูญเสียเลย ฉะนั้นหากการทำสงครามสู้รบกับรัฐไทยของกลุ่มขบวนการมีเป้าหมายหรือเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเอง ย่อมเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและขาดทุนอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อรัฐไทย กองกำลังติดอาวุธของขบวนการและประชาชนทั่วไป เพราะการต่อสู้ที่ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกดินแดนสามารถกระทำได้อยู่แล้วตามกระบวนการประชาธิปไตยและตามกฎหมายโดยมิต้องใช้ความรุนแรง
การทำสงครามที่ปาตานีเป็นการสื่อสารให้สังคมรับรู้ทำนองว่า ฉันต้องการเอกราช รัฐไทยคือข้าศึกที่มารุกรานรัฐปาตานี  เหตุผลที่มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากการต่อสู้แนวทางอื่นไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐไทยและประชาคมโลก และการต่อสู้แนวทางอื่นมีความผิดเช่นเดียวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ วันนี้แม้รัฐไทยจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อลดเงื่อนไขในการทำสงคราม   แต่กระนั้นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่รัฐปาตานีเคยเสียเอกราชให้แก่รัฐไทย จึงมีปัญหาว่ารัฐไทยจะลบเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างไร คงเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจลบหรือขจัดให้สิ้นซากได้และเป็นสาเหตุหลักของการทำสงครามที่ปาตานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารที่ อุดมการณ์เรียกร้องความเป็นธรรมจะมีในความคิดความรู้สึกของคนปาตานีทุกคนไม่มากก็น้อย ตราบใดที่รัฐปาตานียังไม่ได้รับเอกราชจากรัฐไทยอุดมการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่วิธีการต่อสู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มอาจจะแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อความรู้ความสามารถของตน
ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินข่าวสารหรือการให้สัมภาษณ์จากฝ่ายต่างๆที่เรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรง เมื่อการต่อสู้ที่ปาตานีจะต้องดำเนินต่อไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่ความรุนแรงและความสูญเสียเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น จึงมีคำถามไปยังฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงว่า หากเราต้องการให้ยุติการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ที่ปาตานีเราสามารถยอมรับการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยรัฐปาตานี โดยสันติวิธีได้มากน้อยเพียงใด หากมีการยุติการใช้ความรุนแรงจริงแต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการพูด ทำป้าย จัดเวทีอภิปราย ทำหนังสือเอกสาร แสดงความเห็นในโลกออนไลน์ ตั้งกลุ่มตั้งพรรคการเมืองหรืออื่นๆในการต่อสู้ว่าเขาต้องการเอกราช หรือเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเองหรืออย่างอื่นๆนอกจากนี้ เป็นสิ่งที่สังคมรับได้หรือไม่
เสรีภาพในการแสดงออกในภาวะสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้ที่คิดต่างจากรัฐสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง  แต่ด้วยข้อกฎหมายทำให้การแสดงความคิดเห็นมีข้อจำกัดมากจึงทำให้มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากสามารถสื่อสารกับสังคมโดยที่มิต้องเปิดเผยตัวตนและไหวต่อการรับรู้ของสังคม  เราเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรงแต่ขณะเดียวกันหากมีคนแสดงความเห็นหรือชู้ป้ายว่าเขาต้องการเอกราชหรือต้องการลงประชามติ เราก็รับไม่ได้ แบบนี้เราจะให้เขายุติการใช้ความรุนแรงได้อย่างไร วันนี้รัฐไทยต้องยอมรับว่ารัฐไม่สามารถขจัดอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนปาตานีได้      แต่รัฐสามารถสร้างทางเลือกในการต่อสู้ให้กับคนปาตานีโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ในบริบทของสงครามเช่นนี้รัฐจะต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ให้เขาสามารถต่อสู้ด้วยเหตุและผล หากมีบุคคลใดไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ดังกล่าว เขาก็สามารถต่อสู้ถกเถียงแลกเปลี่ยนอภิปรายแสดงออกในสิ่งที่ตนต้องการได้ด้วยเหตุและผลเช่นเดียวกัน                                              
การให้โอกาสแก่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ ไม่ว่าเขาจะมีมุมมองในแก่ปัญหาอย่างไร เขาจะต้องการการปกครองตน (Autonomy) ต้องการเอกราช(Independence)ต้องการเขตปกครองพิเศษหรือหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยสามารถต่อสู้กันด้วยเหตุและผล เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอขอฝ่ายต้น  จะเป็นการเปิดโอกาสให้ให้ประชาชนปาตานีต่อสู้ด้วยสันติวิธีลดการการสูญเสียจากการใช้ความรุนแรง อาจมีคำถามว่าการเปิดโอกาสเช่นนี้จะเป็นการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 1 บัญญัติว่า  “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”และมาตรา 45 วรรค 1-2 วางหลักว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ” จากบทกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นเพื่อแบ่งแยกดินแดนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยอยู่บ้างต่อความมั่นคงของประเทศ  แต่ในบริบทของสงครามอันมีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีนั้น หากรัฐไทยไม่สร้างทางเลือกและยอมรับการต่อสู้ด้วยหนทางสันติวิธี การเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการยุติการใช้ความรุนแรงจึงแทบจะไม่มีความหมาย
“รัฐบาลมาถูกทางแล้ว” นี้คือวาทะกรรมที่มาจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แต่จนแล้วจนรอดไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะไม่มีใครทราบว่าแท้ที่จริงแล้วคนปาตานีต้องการอะไร เราอาจเคยเห็นโพลส์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนปาตานี ที่จัดทำขึ้นจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆทั้งจากเอกชนและรัฐบาล ว่าประชาชนปาตานีต้องการอะไร? ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร การตั้งคำถามในลักษณะนี้และคำตอบที่ได้จากประชาชนแทบจะไม่มีความหมาย เนื่องจากผู้ให้คำตอบอยู่ในภาวะที่ถูกบีบด้วยกฎหมายที่ไม่สามารถเห็นต่างจากรัฐได้และต้องตอบคำถามแสดงความต้องการเท่าที่ไม่ผิดกฎหมายเท่านั้น หากรัฐไทยไม่ทราบว่าประชาชนปาตานีต้องการเอกราชหรือเขตปกครองพิเศษหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่ รัฐไทยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ รัฐไทยจะมาถูกทางได้ก็ต่อเมื่อรัฐไทยแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของคนปาตานี
ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการปัญหาชายแดนใต้ เบื้องต้นรัฐต้องทราบให้แน่ชัดว่า คนปาตานีต้องการอะไร ต้องการเอกราชก็คือต้องการเอกราช ต้องการเขตปกครองพิเศษก็คือเขตปกครองพิเศษ ต้องการอยู่ภายใต้รัฐไทยก็คืออยู่ภายใต้รัฐไทย จึงจะสามารถจัดการกับปัญหาได้ถูกทาง   รัฐไทยจึงต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ และที่สำคัญในภาวะที่ชายแดนใต้เป็นสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีขอเสนอดังกล่าวนี้ จะทำให้สงครามที่ต่อสู้ด้วยอาวุธเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธีซึ่งจะสร้างทางเลือกให้คนปาตานีต่อสู้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และกองกำลังติดอาวุธของทั้งสองฝ่าย แม้จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอยู่บ้าง แต่คนปาตานีมีความรู้ มีตรรกะ มีเหตุผลและมีความสามารถพอในการตัดสินใจ ว่าเขาควรอยู่ภายใต้รัฐไทยต่อไปหรือควรแบ่งแยกดินแดนหรือควรจะแสดงเจตจำนงของตนเองอย่างไร 

 




เกือบ 10 ปี ของสงครามสมัยใหม่(สงครามที่ประชาชนไม่รู้ว่าใครคือมิตรใครคือศัตรู)ที่เกิดขึ้นที่ปาตานี(PATANI) นับแต่ พ.ศ. 2547 โดยมีตัวละครหลักในสงครามครั้งนี้  คือ กลุ่มขบวนการ ฝ่ายรัฐไทย และประชาชนปาตานี(PATANI)  ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่แสดงบทบาทมากที่สุด คือรัฐไทยและกลุ่มขบวนการในการกำหนดชะตากรรมของคนปาตานี(PATANI) ในขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเป็นเจ้าของแผ่นดินเป็นเจ้าของมาตุภูมิ ไม่มีโอกาสที่จะส่งเสียงสันติภาพที่พวกเขาต้องการ หรือบางครั้งอาจมีโอกาสแต่ป็นการส่งเสียงที่ไม่เปิดเผยและมีความไม่ปลอดถัยในการแสดงความคิดเห็นในการกำหนดชะตากรรมตนเอง อาทิ การชุมนุมเดินขบวนของประชาชนที่มัสยิดกลางปาตานี  พ.ศ.2550 โดยการปิดหน้าเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย
สงครามที่ปาตนี( PATANI) ในปัจจุบันคงปฎิเสธความจริงไม่ได้ว่าทั้งรัฐไทยและขบวนการต่าง ก็อ้างว่าประชาชนเห็นด้วยกับฝ่ายตนในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้าม แต่ความจริงไม่มีใครทราบว่าประชาชนคิดอย่างไร และต้องการอะไร ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญของสันติภาพก็คือ ประชาชน (เมื่อประชาชนออกมา เสียงปืนคงเงียบลง)  เพราะประชาชนจะเป็นผู้แสดงเจตจำนงของตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไร  แต่ปัญหามีอยู่ว่าประชาชนปาตานี(PATANI)จะแสดงความต้องการของตนเองอย่างไร
ประชาชนปาตานี(PATANI) จะสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้นั้น จะต้องมาจากกการผลักดันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม คนไทยทั้งประเทศ รัฐบาล ข้าราชการ นักศึกษาและประชานPATANIเอง เพื่อสร้างขบวนการทางการเมืองที่สามารถทำให้ประชาชนสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้อย่างแท้จริง เช่น การลงประชามติ  การเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เป็นต้น โดยใช้สิทธิในการกำหนดใจตนเอง the right of self-determination(RDS)ตามมติของสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติ ที่ 1514 (xv) ลงวันที่ 14 ธันวาคม 1960 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม ซึ่งมีข้อความกำหนดว่า “กลุ่มชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง โดยสิทธิดังกล่าว พวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในสถานะทางการเมืองและดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของตนเองได้อย่างเสรี” เพราะปาตานีPATANI มีปัจจัยครบถ้วนที่ทำให้หมู่ชนที่มีเชื้อชาติเดียวกันมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง กล่าวคือ มีประวัติความเป็นอิสระหรือการปกครองตนเองที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงดินแดนที่มีอยู่จริง พร้อมทั้งเจตจำนงและความสามารถในอันที่จะกลับไปสู่การปกครองตนเอง
คนไทย ประชาคมโลก นักศึกษาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษามาลายูปาตานีซึ่งถือเป็นกระบอกเสียงที่ดังที่สุดของคนปาตานี(PATANI)จะต้องมีความเข้าใจและเห็นใจต่อชะตากรรมของคนปาตานี(PATANI) ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรุนแรงและสงครามที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้พวกเขาได้สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเอง  ว่าสันติภาพแบบไหนที่คนปาตานี(PATANI) ต้องการ? โดยการรณรงค์และส่งเสียงให้สังคมไทย รัฐบาลและสังคมโลก ได้จัดให้มีกระบวนการทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนมีเวทีในการแสดงเจตจำนงของตนเองในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง
 



กฎหมายเป็นที่มาของอำนาจและเป็นเครื่องมือในป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ถูกรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญมิให้ถูกละเมิด แต่ พ.ร.ก ฉุกเฉินเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป เนื่องด้วยการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายปกครอง(ม.16)และสามารถกำหนดให้ประชาชนกระทำหรือห้ามกระทำการใดๆได้ อันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์(ม.4)(ม.9)(ม.11)(ม.12)โดยที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย จากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น(ม.17)
อำนาจที่ล้นเหลือและไร้การตรวจสอบเช่นนี้จึงเป็นที่มาของความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เป็นเหตุให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เช่น การสลายการชุมนุมที่ไม่เป็นตามหลักสากล การซ้อมทรมาน การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยโดยให้สิทธิน้อยกว่าผู้ต้องหา ตลอดจนการการสร้างภาระต่อครอบครัวผู้ต้องสงสัยในกรณีที่ไม่สามารถประกันตัวได้ ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เป็นการกระทำการที่เกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดยังคงไม่ถูกตรวจสอบหรือถูกลงโทษตามตามกฎหมาย อย่างมากก็แค่ย้ายออกจากพื้นที่โดยมิได้รับผิดชอบใดๆในความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตน แม้กระทั้งคำขอโทษในความผิดพลาดที่บริสุทธิ์ใจประชาชนก็ไม่เคยได้ยิน ทำให้เป็นประชาชนเกิดความเคลือบแคลงใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจึงล้มเหลว เพราะประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐไทย
สิ่งที่ผมกังวลและคิดว่าคนไทยที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยทุกคนจะกังวลเช่นเดียวกัน คือ การที่กฎหมาย พ.ร.ก ฉบับนี้ได้สร้างความเดือดร้อนและความไม่พอใจให้แก่ประชาชน ประชาชนอาจลุกฮือต่อต้านเป็นแนวร่วมขึ้นต่อสู้กับรัฐ โดยคิดว่าการการเป็นปฏิปักษ์กับรัฐดีกว่าการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์ทุกคนพึ่งจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ถึงวันนั้นรัฐบาลคงจะสำนึกได้ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นที่มาของความรุนแรง การใช้กฎหมายทั่วไป เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ประมวลกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญาจึงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในตอนนี้เพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนในพื้นที่กับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะศัตรูที่น่ากลัวของรัฐไทยไม่ใช่กลุ่มก่อความไม่สงบ แต่ประชาชนต่างหากคือศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด ในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม เนื่องด้วยประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย

แม้ฝ่ายรัฐจะสร้างความเป็นธรรมในการใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยการอ้างเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่เพื่อคุ้มครองดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชน แต่การฆ่ารายวัน การลอบวางระเบิด การวางเพลิง ก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง(ตามปกติ)หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่มีผลใดๆต่อความมั่นคงหรือต่อการปฏิบัติการของกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากนี้ยังไม่สามารถรับรองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ การแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้นั้นรัฐบาลต้องเอาชนะใจประชาชนในพื้นที่ให้ได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายฉบับมีผลร้ายมากกว่าผลดี ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการและส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและความรู้สึก รัฐบาลก็ควรยกเลิก แม้การยกเลิก พ.ร.ก ฉุกเฉินไม่สามารถรับรองได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะเป็นเช่นใด แต่เมื่อวิธีการเดิมใช้ไม่ได้ผล รัฐบาลก็ควรหาวิธีการใหม่ๆในการแก้ปัญหา อย่างน้อยที่สุดก็ได้แสดงความพยายามที่จะแสวงหายาขนานใหม่ในการรักษาโรค ถ้ายาตัวใหม่ใช่ไม่ได้ผล เราก็สามารถหาวิธีการใหม่หรือกลับมาใช้วิธีการเดิมได้
                                                                                                                                                                 



Translate