"คนมีเหตุมีผลปรับตัวเองให้เขากับโลก"ในขณะที่"คนหัวรั้นดึงดันจะพยายามปรับโลกให้เข้ากับตัวเขา"
"คนมีเหตุมีผลปรับตัวเองให้เขากับโลก"ในขณะที่"คนหัวรั้นดึงดันจะพยายามปรับโลกให้เข้ากับตัวเขา"
คมคำชีวิต
การแบ่งเวลาที่ดีที่สุดคือการแบ่งเวลาให้กับคนอื่น
คลังบทความ
หมวดงานเขียน
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
แต่เดิมประเทศเซอร์เบียเป็นเพียงรัฐหนึ่งของยูโกสลาเวีย
เนื่องจากยูโกสลาเวียเดิมประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐ กล่าวคือ สาธารณรัฐสโลวีเนีย
โครเอเชีย เซอร์เบีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา มอนเตเนโกร และมาซิโดเนีย
รวมทั้งคอซอวอและวอยวอดีนา ซึ่งเป็นจังหวัดปกครองตนเอง
เมื่อร่วมกันเป็นสหพันธ์ฯ
มีเชื้อชาติ ศาสนา ความเป็นมาทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แตกต่างกัน อย่างสุดขั้วความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติจึงเป็นปัญหาที่คุกรุ่นมาโดยตลอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชาวโครแอต ชาวเซิร์บกับชาวมุสลิม เนื่องจากในอดีตสโลวีเนียและโครเอเชียเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
แห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Hapsburg Empire) มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
จึงมีความเกี่ยวพันทางสังคม วัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และจิตใจกับยุโรปตะวันตก
ในขณะที่รัฐทั้งหลายทางตอนใต้
คือ เซอร์เบีย มอนเตเนโกร บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และมาซิโดเนีย
เคยอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine) และจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman) มานับพันปี
จึงได้รับการหล่อหลอมวัฒนธรรมแบบบอลข่าน คือ แบบมุสลิมหรือคริสเตียนตะวันออก (Orthodox)
25 มิถุนายน ค.ศ. 1991 โครเอเชียและสโลวีเนียประกาศแยกตัว ต่อมา 6 เมษายน ค.ศ. 1991 เกิดสงครามระหว่างรัฐบาลบอสเนียกับชาวพื้นเมืองเชื้อสายเซิร์บเนื่องจากพยายามแยกตัวเป็นอิสระเช่นกัน
เนื่องจากเห็นว่าโครเอเชียและสโลวิเนียสามารถแยกตัวได้
รัฐอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ทางทางการไม่ยอม
จนต่อมาสาธารณรัฐมาซิโดเนียและบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
ได้ประกาศยกตัวออกเป็นรัฐเอกราช
เช่นเดียวกัน เมื่อเดือนกันยายนและตุลาคม 1991 ตามลำดับ
เมื่อรัฐต่างๆแยกตัวเป็นอิสระหมดแล้ว จนในที่สุดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 การต่อสู้ของชาวเซิร์บประสบความสำเร็จได้รับการเอกราชสามารถเปลี่ยนชื่อประเทศจากสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็นเซอร์เบียและมอนเตเนโกร แต่สุดท้ายในท้ายวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 ประชาชนมอนเตเนโกรได้ลงประชามติให้มอนเตเนโกรเป็นอิสระจากเซอร์เบีย ทำให้มอนเตเนโกรได้รับเอกราชจากเซอร์เบียเช่นเดียวกัน
เป็นที่ยอมรับทางสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ว่าการจะเป็นรัฐจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ กล่าวคือ 1.ดินแดน (Territory) 2.ประชากร (Population) 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) 4.รัฐบาล (Government) ซึ่งมีที่มาและสอดคล้องกับอนุสัญญามอนตาวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (The Montevideo Convention on the rights and Duties of states) ค.ศ.1933 มาตรา 1 (Article 1) ซึ่งบัญญัติว่า “The state as a person of international law should possess the following qualification: (a) a permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity to enter into relations with the other states”
1 ทศวรรษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน สงครามที่ปาตานีเริ่มมีความชัดเจนว่าเป็นการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ซึ่งหมายถึง การต่อสู้เพื่อเอกราช แต่อย่างไรก็ตามเอกราชจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีรัฐ ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มขบวนการต่อสู้ที่ปาตานีจะมีแนวทางและกระบวนการไปถึงจุดมุ่งหมายอย่างไร หากไม่สามารถสร้างรัฐที่มีองค์ประกอบตามหลักสากลได้ เอกราชคงเป็นเพียงอุดมการณ์ที่เลื่อนลอยเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่รัฐไทยดำเนินการอยู่ในการต่อสู้กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็คือมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มขบวนการสามารถสร้างองค์ประกอบของความเป็นรัฐได้อย่างสมบูรณ์
การต่อสู้ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน จะสามารถสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่ และรัฐไทยมีโอกาสสูญเสียดินแดนปลายด้ามขวานที่ตนยึดมาจากรัฐปาตานีในอดีตมากน้อยเพียงใด ประการหนึ่งที่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้คือ ปาตานีสามารถสร้างและมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐตามหลักสากลได้มากน้อยเพียงใด
ประการแรก ดินแดน (Territory) การต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ปาตานีเป็นการต่อสู้เหนือดินแดนที่มีอาณาเขตชัดเจนเพื่อให้ดินแดนที่อยู่ในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อย ได้รับการปลดปล่อยจากรัฐไทย โดยพื้นที่ทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนประวัติศาสตร์ที่คนปาตานีเชื่อว่าเคยเป็นรัฐปาตานีมาก่อน ดังนั้น พื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศเหนือพื้นที่ดังกล่าวจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีโอกาสเป็นรัฐปาตานีในอนาคต
ประการที่สอง ประชากร (Population) ตามหลักสากลจำนวนประชากร เชื้อชาติหรือศาสนาของคนในรัฐหามีความสำคัญไม่ เพียงแต่ควรมีมากเพียงพอที่จะรักษาสถาบันต่างๆของรัฐและดำเนินกิจการต่างๆของรัฐได้ ในรัฐหนึ่งอาจประกอบด้วยประชากรหลากหลายศาสนาหรือหลากหลายเชื้อก็ได้ ที่ปาตานีก็เช่นกันในปัจจุบันมีผู้คนอาศัยอยู่หลากหลายศาสนาหลากหลายเชื้อชาติโดยมีประชากรเชื้อสายมลายูมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดประมาณ 80% ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ จากดินแดนที่กล่าวไว้ข้างต้น ประชากรของรัฐปาตานีจึงน่าจะเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่มีวัฒนธรรม ภาษาและวิถีการดำเนินชีวิตจำเพาะแต่ต่างจากพื้นที่อื่นของประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 2.3 ล้านคน
อนึ่ง ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของรัฐสมัยใหม่ (Modern State) คือ รัฐประชาชาติ (Nation-State) ซึ่งหมายถึง หน่วยการปกครองที่ประกอบด้วยประชาชนที่มีจิตสำนึกในทางประวัติศาสตร์และในทางวัฒนธรรมร่วมกัน มีความสำนึกในความเป็นกลุ่มก้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีกำเนิดที่มา มีอนาคตและชะตากรรมร่วมกัน ที่เรียกว่าว่าสำนึกแห่งความเป็นชาติ (Nation) เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนที่ปาตานี เพราะประชาชนปาตานีไม่มีจิตสำนึกของความเป็นรัฐประชาชาติ ดังนั้นที่ปาตานี หากจะมีรัฐปาตานีได้ คนในพื้นไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดและศาสนาใดจะต้องสร้างสำนึกความเป็นชาติร่วมกันอย่างสมัครใจและภาคภูมิใจ เพื่อเป็นรัฐประชาชาติซึ่งไม่ใช่สำนึกความเป็นชาติที่มาจากการบังคับจากผู้ปกครองอย่างที่รัฐไทยเคยทำกับคนมลายูปาตานีในอดีต
ประการที่สาม รัฐบาล (Government) แม้การต่อสู้ที่ปาตานีจะมีกลุ่มขบวนการหลายองค์กร แต่กลุ่มที่มีอิทธิพลมากที่สุดในปัจจุบัน คือ BRN มีการจัดตั้งองค์กรและมวลชนอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันมีการจัดตั้งรัฐบาลเงาและกระทรวงที่สำคัญเพื่อดำเนินการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน BRN เป็นพรรคที่มีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดในพื้นที่ จึงคาดหมายได้ว่าระยะแรกของการปฏิวัติเมื่อเกิดรัฐปาตานีพรรคที่จะเป็นรัฐบาลบริหารกิจการต่างๆของรัฐคือ BRN
ในส่วนองค์ประกอบสุดท้าย อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ซึ่งหมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดรัฐปาตานี อำนาจสูงสุดของรัฐจะเป็นของใคร เป็นไปตามหลักการปกครองประเทศว่ารัฐปาตานี จะใช้ระบอบใดในการปกครองประเทศ ประชาธิปไตยหรือระบอบคอมมิวนิสต์หรือระบอบอื่น นอกจากนี้ยังจะต้องดูเงื่อนไขแวดล้อมที่ทำให้ปาตานีได้รับเอกราช ว่าเกิดจากการสนับสนุนของประเทศค่ายไหน ประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม สหรัฐอเมริกาหรือจีน จากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ศึกษาการปฏิวัติที่ปาตานี เป็นการปฏิวัติของประชาชนและจะสำเร็จไม่ได้หากประชาชนในพื้นที่ไม่ให้ความร่วมมือ โอกาสที่รัฐปาตานีจะปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน จึงมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของผู้ปกครอง
อำนาจสูงสุดในการปกครอง เป็นสิ่งเดียวที่กลุ่มขบวนการยังไม่มีอย่างชัดเจนที่สุด เห็นได้จากรัฐไทยยังคงมีอำนาจที่จะจัดการและดำเนินการทุกอย่างที่ปาตานี ขณะที่ BRN ยังไม่สามรถดำเนินการใดๆในทางการเมืองได้เว้นแต่การทหาร เนื่องจากองค์กรยังไม่มีฐานะทางการเมืองที่ชอบธรรม แต่หากมองในแง่อำนาจอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน มีคำถามชวนสงสัยว่า รัฐไทยมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนปาตานีหรือไม่ ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนปาตานีสมัครใจที่จะยอมมอบอำนาจดังกล่าวให้แก่รัฐไทยหรือไม่ เช่นเดียวกันกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN การต่อสู้เพื่อเอกราชจะได้รับการรับรองและยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศตามหลักสากลหรือไม่ การต่อสู้จะต้องได้รับความไว้วางใจและเห็นด้วยจากประชาชนปาตานีที่จะมอบอำนาจอธิปไตยที่มีอยู่เหนือดินแดนปาตานี ให้ BRN เป็นตัวแทนของตนในการปกครองประเทศ
เมื่อคู่ขัดแย้ง คือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN กับรัฐไทยกำลังวาดระแวงและไม่มั่นใจว่าประชาชนปาตานีจะเห็นด้วยกับฝ่ายใด การพลักดันและสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองเพื่อสันติภาพ เช่น การเจรจาเพื่อสันติภาพ(ไม่ใช่การเจรจาเพื่อประนีประนอม) การลงประชามติ จากทั้งสองฝ่ายจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะอาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหายหรือเสียเปรียบได้ เมื่อการเมืองอ่อนแอการทหารก็จะต้องเข็มแข็ง การปฏิบัติการทางทหารการจากขบวนการและฝ่ายความมั่นคงจะยังคงมีต่อไป ความรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้
ดังนั้น แม้ในทางทฤษฏี องค์ประกอบของความเป็นรัฐ จะมี 4 ประการ แต่สิ่งเดียวที่ที่สำคัญที่สุดและจะเป็นเครื่องชี้วัดว่าใครแพ้ใครชนะสงคราม คือ ประชาชน ประชาชนเห็นด้วยและจะมอบอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนที่พวกเขาอยู่ให้ใคร หากประชาชนปาตานีเห็นด้วยกับรัฐไทย รัฐไทยก็จะสามารถปกป้องรักษาดินแดนปาตานีไม่ให้เสียไปได้ หากประชาชนปาตานีเห็นด้วยกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN การได้มาซึ่งองค์ประกอบอื่นๆของความเป็นรัฐก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป รัฐปาตานีจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน หรือประชาชนอาจจะมีตัวเลือกอื่นเพราะไม่เห็นด้วยทั้งกับรัฐไทยและ BRN เพราะสันติภาพไม่ได้อยู่ที่รัฐไทยหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน BRN แต่อยู่ในมือของประชาชนปาตานี
รัฐไทยมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ คือ 1.ดินแดน (Territory) มีทั้งหมด 77 จังหวัด มีเนื้อที่ประมาณ 2.ประชากร (Population) มีประมาณ 63 ล้านคน 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นของประชาชน 4.รัฐบาล (Government) คือ พรรคเพื่อไทย
หากเกิดรัฐปาตานี น่าจะมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ ดังนี้ 1.ดินแดน (Territory) มีอาณาเขตในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลาและ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้แก่ นาทวี จะนะ เทพาและสะบ้าย้อยปัจจุบัน 2.ประชากร (Population) มีประมาณ 2.3 ล้านคน 3.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เป็นของประชาชน 4.รัฐบาล (Government) คือ พรรค BRN


การสู้รบเป็นเครื่องมือสำหรับการเมือง
เป้าหมายทางการเมือง (Political Object) คือ
ต้นเหตุที่จูงใจในการทำสงครามและเป็นกรอบในการกำหนดระดับความเข้มข้นของสงคราม
สงครามที่ปาตานีมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 5,000 คนมีผู้บาดเจ็บกว่าหมื่นคนและมีทรัพย์สินมากมายที่เสียหายถูกทำลาย
ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำของฝ่ายใด
ความสูญเสียเหล่านี้สะท้อนถึงความเข้มข้นของสงคราม
การที่กลุ่มขบวนการได้ใช้การสู้รบด้วยอาวุธเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
เนื่องจากเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุจูงใจในการทำสงครามนั้นคือ เอกราช
หากการต่อสู้มีเป้าหมายเพื่อปกครองตนเองหรือเขตปกครองพิเศษ
ความสูญเสียคงไม่มากขนาดนี้หรืออาจจะไม่มีความสูญเสียเลย
ฉะนั้นหากการทำสงครามสู้รบกับรัฐไทยของกลุ่มขบวนการมีเป้าหมายหรือเปลี่ยนเป้าหมายเพื่อเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเอง
ย่อมเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าและขาดทุนอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อรัฐไทย
กองกำลังติดอาวุธของขบวนการและประชาชนทั่วไป
เพราะการต่อสู้ที่ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยกดินแดนสามารถกระทำได้อยู่แล้วตามกระบวนการประชาธิปไตยและตามกฎหมายโดยมิต้องใช้ความรุนแรง
การทำสงครามที่ปาตานีเป็นการสื่อสารให้สังคมรับรู้ทำนองว่า
ฉันต้องการเอกราช รัฐไทยคือข้าศึกที่มารุกรานรัฐปาตานี เหตุผลที่มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากการต่อสู้แนวทางอื่นไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐไทยและประชาคมโลก
และการต่อสู้แนวทางอื่นมีความผิดเช่นเดียวกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ
วันนี้แม้รัฐไทยจะพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆเพื่อลดเงื่อนไขในการทำสงคราม แต่กระนั้นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่รัฐปาตานีเคยเสียเอกราชให้แก่รัฐไทย
จึงมีปัญหาว่ารัฐไทยจะลบเงื่อนไขดังกล่าวได้อย่างไร
คงเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจลบหรือขจัดให้สิ้นซากได้และเป็นสาเหตุหลักของการทำสงครามที่ปาตานีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกพิสดารที่ อุดมการณ์เรียกร้องความเป็นธรรมจะมีในความคิดความรู้สึกของคนปาตานีทุกคนไม่มากก็น้อย
ตราบใดที่รัฐปาตานียังไม่ได้รับเอกราชจากรัฐไทยอุดมการณ์เช่นนี้ก็จะยังคงมีสืบต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน
แต่วิธีการต่อสู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มอาจจะแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อความรู้ความสามารถของตน
ที่ผ่านมาเราคงเคยได้ยินข่าวสารหรือการให้สัมภาษณ์จากฝ่ายต่างๆที่เรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรง
เมื่อการต่อสู้ที่ปาตานีจะต้องดำเนินต่อไปไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแต่ความรุนแรงและความสูญเสียเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น
จึงมีคำถามไปยังฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุติการใช้ความรุนแรงว่า
หากเราต้องการให้ยุติการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ที่ปาตานีเราสามารถยอมรับการต่อสู้เพื่อการปลดปล่อยรัฐปาตานี
โดยสันติวิธีได้มากน้อยเพียงใด
หากมีการยุติการใช้ความรุนแรงจริงแต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการพูด ทำป้าย จัดเวทีอภิปราย
ทำหนังสือเอกสาร แสดงความเห็นในโลกออนไลน์
ตั้งกลุ่มตั้งพรรคการเมืองหรืออื่นๆในการต่อสู้ว่าเขาต้องการเอกราช
หรือเขตปกครองพิเศษหรือเขตปกครองตนเองหรืออย่างอื่นๆนอกจากนี้
เป็นสิ่งที่สังคมรับได้หรือไม่
เสรีภาพในการแสดงออกในภาวะสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ผู้ที่คิดต่างจากรัฐสามารถสื่อสารสิ่งที่เขาต้องการได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง
แต่ด้วยข้อกฎหมายทำให้การแสดงความคิดเห็นมีข้อจำกัดมากจึงทำให้มีการเลือกใช้ความรุนแรงในการต่อสู้เนื่องจากสามารถสื่อสารกับสังคมโดยที่มิต้องเปิดเผยตัวตนและไหวต่อการรับรู้ของสังคม เราเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนยุติการใช้ความรุนแรงแต่ขณะเดียวกันหากมีคนแสดงความเห็นหรือชู้ป้ายว่าเขาต้องการเอกราชหรือต้องการลงประชามติ
เราก็รับไม่ได้ แบบนี้เราจะให้เขายุติการใช้ความรุนแรงได้อย่างไร
วันนี้รัฐไทยต้องยอมรับว่ารัฐไม่สามารถขจัดอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนหรือการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนปาตานีได้
แต่รัฐสามารถสร้างทางเลือกในการต่อสู้ให้กับคนปาตานีโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง
ในบริบทของสงครามเช่นนี้รัฐจะต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ
ให้เขาสามารถต่อสู้ด้วยเหตุและผล หากมีบุคคลใดไม่เห็นด้วยกับอุดมการณ์ดังกล่าว
เขาก็สามารถต่อสู้ถกเถียงแลกเปลี่ยนอภิปรายแสดงออกในสิ่งที่ตนต้องการได้ด้วยเหตุและผลเช่นเดียวกัน
การให้โอกาสแก่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ
ไม่ว่าเขาจะมีมุมมองในแก่ปัญหาอย่างไร เขาจะต้องการการปกครองตน (Autonomy) ต้องการเอกราช(Independence)ต้องการเขตปกครองพิเศษหรือหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่
และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยสามารถต่อสู้กันด้วยเหตุและผล
เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอขอฝ่ายต้น
จะเป็นการเปิดโอกาสให้ให้ประชาชนปาตานีต่อสู้ด้วยสันติวิธีลดการการสูญเสียจากการใช้ความรุนแรง
อาจมีคำถามว่าการเปิดโอกาสเช่นนี้จะเป็นการสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 1 บัญญัติว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว
จะแบ่งแยกมิได้”และมาตรา 45 วรรค 1-2 วางหลักว่า“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ” จากบทกฎหมายดังกล่าวจะเห็นว่า
การแสดงความคิดเห็นเพื่อแบ่งแยกดินแดนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยอยู่บ้างต่อความมั่นคงของประเทศ
แต่ในบริบทของสงครามอันมีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีนั้น
หากรัฐไทยไม่สร้างทางเลือกและยอมรับการต่อสู้ด้วยหนทางสันติวิธี
การเรียกร้องให้กลุ่มขบวนการยุติการใช้ความรุนแรงจึงแทบจะไม่มีความหมาย
“รัฐบาลมาถูกทางแล้ว” นี้คือวาทะกรรมที่มาจากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
แต่จนแล้วจนรอดไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะไม่มีใครทราบว่าแท้ที่จริงแล้วคนปาตานีต้องการอะไร
เราอาจเคยเห็นโพลส์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนปาตานี
ที่จัดทำขึ้นจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรต่างๆทั้งจากเอกชนและรัฐบาล
ว่าประชาชนปาตานีต้องการอะไร? ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร
การตั้งคำถามในลักษณะนี้และคำตอบที่ได้จากประชาชนแทบจะไม่มีความหมาย
เนื่องจากผู้ให้คำตอบอยู่ในภาวะที่ถูกบีบด้วยกฎหมายที่ไม่สามารถเห็นต่างจากรัฐได้และต้องตอบคำถามแสดงความต้องการเท่าที่ไม่ผิดกฎหมายเท่านั้น
หากรัฐไทยไม่ทราบว่าประชาชนปาตานีต้องการเอกราชหรือเขตปกครองพิเศษหรือต้องการอะไรก็แล้วแต่
รัฐไทยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
รัฐไทยจะมาถูกทางได้ก็ต่อเมื่อรัฐไทยแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับความต้องการของคนปาตานี
ดังนั้น หากรัฐไทยต้องการปัญหาชายแดนใต้
เบื้องต้นรัฐต้องทราบให้แน่ชัดว่า คนปาตานีต้องการอะไร
ต้องการเอกราชก็คือต้องการเอกราช ต้องการเขตปกครองพิเศษก็คือเขตปกครองพิเศษ
ต้องการอยู่ภายใต้รัฐไทยก็คืออยู่ภายใต้รัฐไทย จึงจะสามารถจัดการกับปัญหาได้ถูกทาง
รัฐไทยจึงต้องสร้างกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่เห็นต่างจากรัฐ
และที่สำคัญในภาวะที่ชายแดนใต้เป็นสงครามที่มีอุดมการณ์เพื่อปลดปล่อยรัฐปาตานีขอเสนอดังกล่าวนี้
จะทำให้สงครามที่ต่อสู้ด้วยอาวุธเปลี่ยนเป็นการต่อสู้ด้วยสันติวิธีซึ่งจะสร้างทางเลือกให้คนปาตานีต่อสู้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์และกองกำลังติดอาวุธของทั้งสองฝ่าย แม้จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอยู่บ้าง แต่คนปาตานีมีความรู้ มีตรรกะ
มีเหตุผลและมีความสามารถพอในการตัดสินใจ
ว่าเขาควรอยู่ภายใต้รัฐไทยต่อไปหรือควรแบ่งแยกดินแดนหรือควรจะแสดงเจตจำนงของตนเองอย่างไร
เกือบ 10 ปี ของสงครามสมัยใหม่(สงครามที่ประชาชนไม่รู้ว่าใครคือมิตรใครคือศัตรู)ที่เกิดขึ้นที่ปาตานี(PATANI) นับแต่ พ.ศ. 2547 โดยมีตัวละครหลักในสงครามครั้งนี้ คือ กลุ่มขบวนการ ฝ่ายรัฐไทย และประชาชนปาตานี(PATANI) ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่แสดงบทบาทมากที่สุด คือรัฐไทยและกลุ่มขบวนการในการกำหนดชะตากรรมของคนปาตานี(PATANI) ในขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเป็นเจ้าของแผ่นดินเป็นเจ้าของมาตุภูมิ ไม่มีโอกาสที่จะส่งเสียงสันติภาพที่พวกเขาต้องการ หรือบางครั้งอาจมีโอกาสแต่ป็นการส่งเสียงที่ไม่เปิดเผยและมีความไม่ปลอดถัยในการแสดงความคิดเห็นในการกำหนดชะตากรรมตนเอง อาทิ การชุมนุมเดินขบวนของประชาชนที่มัสยิดกลางปาตานี พ.ศ.2550 โดยการปิดหน้าเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย
สงครามที่ปาตนี( PATANI) ในปัจจุบันคงปฎิเสธความจริงไม่ได้ว่าทั้งรัฐไทยและขบวนการต่าง ก็อ้างว่าประชาชนเห็นด้วยกับฝ่ายตนในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตรงข้าม แต่ความจริงไม่มีใครทราบว่าประชาชนคิดอย่างไร และต้องการอะไร ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญของสันติภาพก็คือ ประชาชน (เมื่อประชาชนออกมา เสียงปืนคงเงียบลง) เพราะประชาชนจะเป็นผู้แสดงเจตจำนงของตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไร แต่ปัญหามีอยู่ว่าประชาชนปาตานี(PATANI)จะแสดงความต้องการของตนเองอย่างไร
ประชาชนปาตานี(PATANI) จะสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้นั้น จะต้องมาจากกการผลักดันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม คนไทยทั้งประเทศ รัฐบาล ข้าราชการ นักศึกษาและประชานPATANIเอง เพื่อสร้างขบวนการทางการเมืองที่สามารถทำให้ประชาชนสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้อย่างแท้จริง เช่น การลงประชามติ การเปิดเวทีแสดงความคิดเห็น เป็นต้น โดยใช้สิทธิในการกำหนดใจตนเอง the right of self-determination(RDS)ตามมติของสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติ ที่ 1514 (xv) ลงวันที่ 14 ธันวาคม 1960 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม ซึ่งมีข้อความกำหนดว่า “กลุ่มชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง โดยสิทธิดังกล่าว พวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในสถานะทางการเมืองและดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของตนเองได้อย่างเสรี” เพราะปาตานีPATANI มีปัจจัยครบถ้วนที่ทำให้หมู่ชนที่มีเชื้อชาติเดียวกันมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง กล่าวคือ มีประวัติความเป็นอิสระหรือการปกครองตนเองที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงดินแดนที่มีอยู่จริง พร้อมทั้งเจตจำนงและความสามารถในอันที่จะกลับไปสู่การปกครองตนเอง
คนไทย ประชาคมโลก นักศึกษาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษามาลายูปาตานีซึ่งถือเป็นกระบอกเสียงที่ดังที่สุดของคนปาตานี(PATANI)จะต้องมีความเข้าใจและเห็นใจต่อชะตากรรมของคนปาตานี(PATANI) ที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรุนแรงและสงครามที่ยืดเยื้อ ผลักดันให้พวกเขาได้สามารถกำหนดชะตากรรมของตนเอง ว่าสันติภาพแบบไหนที่คนปาตานี(PATANI) ต้องการ? โดยการรณรงค์และส่งเสียงให้สังคมไทย รัฐบาลและสังคมโลก ได้จัดให้มีกระบวนการทางการเมืองที่ทำให้ประชาชนมีเวทีในการแสดงเจตจำนงของตนเองในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง
บรรจงต้มน้ำอันเยือกเย็น
หยิบยกแก้วสุดโปรดปราน
เทกาแฟพร้อมหัวใจ
ลงในขวดแก้วอันว่างเปล่า
คนให้เข้ากันประดุจร่างเดียวกัน
ซดนวัฒกรรมด้วยความโรแมนติก
น้ำฝนโปรยปราย
ท่ามกลางแสงสีรัสมี
อันเจิดจ้าสาดส่อง
ดวงอาทิตย์หาญกล้า
ไม่อ่อนข้อให้เมฆหมอกปกคลุม
แสงสว่างกับไอน้ำ
ผ่อนปรนประนีประนอม
ก่อเกิดสายรุ่งอันอัศจรรย์
สวยสดงดงาม
ประดุจ
ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง
ข้าขอใช้เฟสบุ๊กเป็นเศษกระดาษ
มาขีดเขียนเพียงชั่วคราว
เพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ข้าสกัด
จากห้วงลึกของความคิดความรู้สึก และจินตการ
มากแม้นจะมาจากการสกัด
แต่การสกัดจากมนุษย์อย่างข้าย่อมไ ม่สมบูรณ์
ท่านทั้งหลายจักต้องใช้วิจารณญา ณในการรับสาร
Translate
-
แต่เดิมประเทศเซอร์เบียเป็นเพียงรัฐหนึ่งของ ยูโกสลาเวีย เนื่องจากยูโกสลาเวียเดิมประกอบด้วย 6 สาธารณรัฐ กล่าวคือ สาธารณรัฐสโลวีเนีย โครเอเ...
-
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการเมืองที่มีความสามารถในการตัดสินใจกระทำการหรือเลือกสิ่งใด โดยใช้ความคิดเหตุผลของตัวเองเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดหรือมี...
-
เมื่อวันวาน พ . ร . ก . เขมือบร่างของพ่อ จากข้ออ้างอันเลื่อนลอยที่บิดเบือน เพื่อนๆมองหนูน้อยแปรผันเป็นคนแปลก ความเงียบขรึมและเ...
-
ข้าปัญญาชน หรือฆ่าปัญญาชน ข้ามีการศึกษาแต่ไม่มีความรู้ ข้าจำมากกว่าเข้าใจ ข้าพูดมากกว่าทำ ข้าไม่เคยตั้งคำถาม ไม่เคยส...
-
ไออุ่นสันติภาพลอยล่องผ่านแรงลม สารอินโดรฟินหลั่งไหลเคลิ้มฝัน สันติภาพมีอยู่ทุกที่ทั่วสารทิศ การปฏิวัติของมนุษย์ต่างดาว ทำให้โลกใบนี้แปรเ...
-
เป็นที่ยอมรับทางสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์หรือนิติศาสตร์ว่าการจะเป็นรัฐจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการ กล่าวคือ 1.ดินแดน (Territory) 2....
-
การสู้รบเป็นเครื่องมือสำหรับการเมือง เป้าหมายทางการเมือง ( Political Object) คือ ต้นเหตุที่จูงใจในการทำสงครามและเป็นกรอบในการกำหนดระดับคว...
-
บรรจงต้มน้ำอันเยือกเย็น หยิบยกแก้วสุดโปรดปราน เทกาแฟพร้อมหัวใจ ลงในขวดแก้วอันว่างเปล่า คนให้เข้ากันประดุจร่างเดียวกัน ...
-
ดอกไม้สีชมพูแสนบอบบางในสวนสวรรค์ สายลมพัดไหวผ่านพุ้มต้นไม้ ดอกไม้พรูพราวโปรยแพร่เกลื่อนพื้น กลิ่นหอมโชยลอยล่องกระจายในสายลม ...
-
ลมเหนือพัดผ่านแผ่วๆ ดอกหญ้าเหลืองอร่ามใต้ยอดธงสูง ม่านเมฆสีเทาปกคุลมจักรวาล สีแสดสลั่วๆที่เส้นขอบฟ้า ใกล้ดวงอาทิตย์จะตกดิน คล้ายสมรู้กับการจ...


